ระบบการหมุนเวียนเลือด

   เมื่ออาหารถูกย่อยจนเล็กที่สุด แพร่เข้าสู่ผนังลำไส้เล็กและแพร่ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดแล้วจะเคลื่อนที่ไปสู่
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายพร้อมกับเลือด
ระบบการหมุนเวียนเลือด มีอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องได้แก่ หัวใจ เส้นเลือด และเลือด

note

ระบบหมู่เลือด Rh

Rh +   คือ เลือดที่มีแอนติเจน Rh อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ไม่มี Antibody (แอนติบอดี ) Rh
ในน้ำเลือด ซึ่งคนไทยประมาณร้อยละ 90 จะเป็น Rh +

Rh –   คือ เลือดที่ไม่มีแอนติเจน Rh อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และน้ำเลือดก็ไม่มีแอนติบอดี Rh แต่สามารถสร้างแอนติบอดี Rh ได้ เมื่อได้รับแอนติเจน Rh ( Rh + )

หลักในการให้เลือด

1.  ให้เลือดหมู่เดียวกันกับเลือดของผู้รับ

1. เลือดของผู้ให้ต้องไม่มีแอนติเจนที่ในผู้รับมีแอนติเจนบอดีสำหรับแอนติเจนนั้นอยู่ ( Antigen ของ
ผู้ให้ต้องไม่ตรงกับ  Antibody ของผู้รับ )

การให้เลือดกลุ่ม ABO

หมู่เลือด A มีแอนติเจน A และมีแอนติบอดี B ดังนั้นหมู่เลือด A ไม่สามารถให้แก่หมู่เลือด B เพราะหมู่เลือด B มีแอนติเจน B และ แอนติบอดี A (แอนติเจนตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ ) เลือดจะตกตะกอน

หมู่เลือด O ไม่มีแอนติเจนใด ๆ เลย ดังนั้นจึงสามารถถ่ายเลือดให้ผู้รับได้ทุกหมู่ เรียก หมู่เลือด O ว่า ผู้ให้สากล ( Universal donor ) แต่จะรับเลือดจากหมู่เลือดอื่นไม่ได้เลย เพราะมีแอนติบอดีทั้ง A และ B
หมู่เลือด AB มีแอนติเจน A และ B ดังนั้นจึงไม่สามารถถ่ายเลือดให้หมู่เลือดอื่นได้เลย เป็นผู้รับอย่างเดียวเท่านั้น เรียกหมู่เลือด AB ว่าเป็นผู้รับสากล ( Universal recipient )

การให้เลือดและรับเลือดของคนที่มีหมู่เลือด Rh

1.      คนที่มีเลือด Rh + สามารถรับได้ทั้ง Rh + และ Rh – เพราะคนที่มีเลือด Rh + ไม่สามารถสร้างแอนติบอดีได้

2.      คนที่มีเลือด Rh – รับเลือด Rh + ครั้งแรกไม่เกิดอันตรายเพราะว่าแอนติบอดียังน้อย แต่จะเกิดอันตรายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในครั้งต่อไป

3. ถ้าแม่มีเลือด Rh + รับเลือด Rh – เมื่อมีลูก ลูกจะปลอดภัยไม่ว่าลูกจะมีเลือดเป็น Rh + หรือ Rh –

4. ถ้าแม่มีเลือด Rh – พ่อ Rh + ถ้าลูกมีเลือด Rh – ลูกจะปลอดภัยแต่ถ้าลูกมีเลือด Rh + ลูกจะไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะลูกคนต่อ ๆ ไป เพราะแอนติบอดี Rh ที่อยู่ในเลือดจากการตั้งครรภ์ครั้งแรกจะเข้าสู่เลือดของเด็กและเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้

หัวใจ  เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในระบบไหลเวียนโลหิต ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย

หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อทั้งหมด มีขนาดเท่ากับกำปั้นของเจ้าของ ตั้งอยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ส่วนของหัวใจจะอยู่ด้านซ้ายของร่างกาย รอบ ๆ หัวใจมีเยื่อบาง ๆ หุ้มอยู่ เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ ภายใน

หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ดังนี้
            1. หัวใจห้องบนขวา เป็นห้องที่รับเลือดเสีย หรือเลือดดำจากทุกส่วนของร่างกาย เพื่อส่งต่อให้หัวใจห้อง 
 ล่างขวา
2. หัวใจห้องล่างขวา จะรับเลือดจากห้องบนขวาแล้วส่งเลือดไปฟอกที่ปอด
3. หัวใจห้องบนซ้าย รับเลือดดีหรือเลือดแดงจากปอด เพื่อส่งต่อให้ล่างซ้าย
4. หัวใจห้องล่างซ้าย รับเลือดดีจากห้องบนซ้าย แล้วส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

 ผนังของหัวใจประกอบด้วยเยื่อ 3 ชั้น คือ
• ชั้นนอก (epicardium)
• ชั้นกลาง (myocardium)
• ชั้นใน(endocardium)
หัวใจประกอบด้วย atrium 2 ห้อง และ ventricle 2 ห้อง ขวาและ ซ้ายventricleซ้ายมีขนาดใหญ่ และผนังหนาเพราะต้องสูบดันอย่างแรง เลือดจึงจะไปทั่วร่างกายได้ดี ส่วน ventricle ขวาเล็กและผนังบางกว่า เพราะเพียงส่งเลือดไปสู่ปอดเท่านั้นตามแนวขวางของหัวใจด้านนอก จะมีกระจุกไขมันเรียงกันเป็นแนว กระจุกไขมันนี้เองจะแสดงตำแหน่งที่กั้นห้อง (septum) 4 ห้อง ลิ้นของหัวใจและเส้นเลือด ลิ้น ( valve ) ของหัวใจและเส้นเลือด ประกอบขึ้นด้วย เยื่อเกี่ยวพันพวก ( fibrous tissue ) แล้วมีendolium ฉาบเอาไว้มีรูปร่างเป็นถุงคอยกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับทางเดิม ในขณะที่หัวใจหรือเส้นเลือดทำการบีบตัวหรือส่งเลือดออกไปมีอยู่ในหัวใจ เส้นเลือดแดงตอนใกล้ หัวใจและในเส้นเลือดดำทั่วร่างกาย นอกจากเส้นเลือดดำในสมอง ไขสันหลัง กระดูกและเส้นเลือดดำส่วนใหญ่ ที่เกี่ยวกับอวัยวะเครื่องใน

ลิ้นของหัวใจและเส้นเลือดมี 3 พวก คือ
 1. atrio-ventricular อยู่ระหว่าง atrium กับ ventricle ของหัวใจ หัวใจมีลิ้นชนิดนี้ 5 แผ่น คือ ซีกซ้าย 2 แผ่น เรียก bicuspid valve และซีกขวา 3 แผ่น เรียกว่า tricuspid valve
2. semilunar valve รูปร่างครึ่งทรงกลมเหมือนกระเป๋าติดอยู่ข้างเส้นเลือดเวลาเลือดไหลกระเป๋า จะแนบไปกับพื้นในของเส้นเลือด แต่ถ้าเลือดไหลกลับจะถ่างออกรับโดยมากมีอยู่ 2-3 กระเป๋าในระดับ เดียวกัน เวลาเลือดไหลกลับตรงนั้นจะตันพอดี มีอยู่ที่โคน pulmonary artery เรียก pulmonary artery valve และโคน aorta เรียก aortic semilunar valve เท่านั้น
 3. venous valve เป็นลิ้นที่มีอย่ในเส้นเลือดดำทั่วไปหลายแห่ง

น้ำเหลืองและหลอดน้ำเหลือง เป็นของเหลวที่ถูกรวบรวมจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง    โดยน้ำเหลืองจะไหลเวียนไปตามท่อน้ำเหลือง

เส้นเลือด เส้นเลือดในร่างกายแบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ ระบบหลอดเลือดแดง (arterilsystem) และระบบหลอดเลือดดำ (venous system)

ระบบหลอดเลือดแดง  ( Arterial System )

เป็นหลอดเลือดที่นำออกจากหัวใจ ไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นหลอดเลือดที่มีออกซิเจนสูง ยกเว้นหลอดเลือดพัลโมนารีอาเตอร์รี                 ( Pulmonary Artery ) ที่นำเลือดไปยังปอด

หลอดเลือดดำ( Venous system )

เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ เลือภายในเส้นเลือดดำเป็นเลือดที่มีออกซิเจนน้อย เลือดมีสีแดงคล้ำ ยกเว้น เลือดที่ออกมาจากปอด

–          ซุพีเรียเวนาคาวา ( Superior vena cava ) เป็นเส้นเลือดที่เลือดจาก หัว อก แขน กลับเข้าสู่หัวใจ

– อินฟีเรีย เวนา คาวา ( Inferior vena cava ) เป็นส้นเลือดที่นำเลือดจากส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ใต้กระบังลมกลับเข้าสู่หัวใจ

–          – เส้นเลือด เวนูล ( Venule ) เป็นเส้นเลือดดำที่มีขนาดเล็กต่อกับเส้นเลือดฝอย

หลอดเลือดฝอย( Cappillary system )

มีทั้งหลอดเลือดแดงฝอย และหลอดเลือดดำฝอย    มีเนื้อเยื่อบางมาก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 ไมโครเมตร   ประกอบด้วยเซลล์เพียงชั้นเดียว   มีหน้าที่เป็นบริเวณสำหรับแลกเปลี่ยนก๊าซและสารต่าง ๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย  เส้นเลือดฝอยในร่างกายมีจำนวนมาก เพระเป็นส่วนที่ต้องแยกไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต

 การทำงานของระบบไหลเวียนเลือด  
                1. หัวใจห้องบนซ้ายคลายตัว เพื่อรับเลือดแดงที่ส่งมาจากปอดจนเต็ม และจะบีบตัวเพื่อดันเลือดแดงผ่านล้นหัวใจสู่หัวใจห้องร่างซ้าย
2. หัวใจห้องร่างซ้าย จะบีบตัวอย่างแรง เพื่อฉีดเลือดแดงให้ไหลไปตามหลอดเลือดแดง ซึ่งจะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดเล็ก ๆ ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อนำก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะเดียวกันเลือดแดงก็รับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ที่เป็นก๊าซเสียออกมาจากเซลล์ต่างๆ ของร่างกายเข้ามารวมกันในหลอดเลือดดำใหญ่ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา
3. หัวใจห้องบนขวาจะคลายตัวรับเลือดดำจนเต็ม และบีบตัวเพื่อดันโลหิตำผ่านลิ้นหัวใจไปสู่ห้องล่าง
                    ขวา
4. หัวใจห้องล่างขวา จะบีบตัวอย่างแรง เพื่อส่งเลือดดำไปยังปอดโดยไหลไปตามเส้นเลือดดำ
5. เมือเลือดดำเข้าสู่ปอด แล้วจะไหลมาล้อมรอบปอดเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซ โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์จะซึมเข้าถุงลมปอด และก๊าซออกซิเจนจากถุงลมปอดจะซึมเข้าเส้นเลือดดำ ทำให้เลือดดำเปลี่ยนเป็นเลือดแดง แล้วถูกสูบฉีดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายอีก ซึ่งการทำงานจะหมุนเวียนเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

ความดันโลหิต (blood pressure)

              ความดันโลหิตหรือความดันในเส้นเลือด หมายถึงแรงดันของเลือดที่ไปดันผนังเส้นเลือด ความดันโลหิตมีความสำคัญมากในการที่จะทำให้เซลล์ของร่างกายได้รับออกซิเจนจากเลือด มากหรือน้อย ความดันที่กล่าวถึงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นความดันภายในเส้นเลือดแดงมีลักษณะเป็นคลื่นสูงตาม จังหวะการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งความดันสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวเรียกdiastolic pressure ในเส้นเลือดต่างๆจะมีความดันโลหิตแตกต่างกันไปซึ่งจะเห็นได้ว่าเลือดออกจากหัวใจยิ่งไกลออกไป ยิ่งมีความดันในเส้นเลือดลดลงไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s